บทความน่ารู้

ประวัติกาแฟไทย

      คำว่า กาแฝ่ ปรากฏในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ ตีพิมพ์เมื่อปี พ . ศ .2416 ว่า

          กาแฝ่ , ต้นไม้อย่างหนึ่ง มาแต่เมืองนอก เม็ดมันต้มน้ำร้อนกินคล้ายใบชา

          มีบันทึกว่าเมืองไทยปลูกกาแฟมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทว่าแพร่หลายจริงจัง นิยมปลูกและนิยมดื่มก็ล่วงเข้ามาสมัยรัตนโกสินทร์ ในพ . ศ .2367 สมัยรัชกาลที่ 3 ประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ( ดัตช์ ) ได้มีการนำกาแฟมาทดลองปลูกกันในพระบรมมหาราชวังและแจกจ่ายให้เสนาบดีเพาะต้นกาแฟแจกจ่ายไปปลูกกัน

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระมหาประยูรวงศ์ ท่านมีสวนกาแฟ เมื่อคราวได้ต้อนรับเซอร์ยอร์น เบาว์ริ่ง ท่านได้มอบกาแฟให้ท่านเซอร์ไปเป็นตัวอย่างถึง 3 กระสอบ นอกจากนี้พ่อค้าชาวดัตซ์หรือชาวอังกฤษจากแหลมมาลายูอาจนำกาแฟเข้ามาแลกเปลี่ยนกันสินค้ากับพ่อค้าชาวไทยจึงมีการนำพันธุ์กาแฟมาปลูกในพื้นที่ภาคใต้ กาแฟพันธุ์โรบัสต้า สันนิฐานว่านำมาปลูกราว ปี พ . ศ .2447 ชาวไทยอิสลามชื่อ นายตีหมุน เป็นผู้นำมาปลูกครั้งแรกที่ตำบลบ้านตะโหนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สันนิษฐานว่านำมาจากประเทศอินโดนีเซีย เพราะช่วงนั้นประเทศอินโดนีเซียกำลังตื่นตัวการปลูกกาแฟโรบัสต้า จากบันทึกของพระสารศาสตร์พลขันธ์ ( นายเจรินี ชาวอิตาลี ) กล่าวว่าประเทศไทยมีการนำพันธุ์กาแฟอาราบิก้าเข้ามาปลูกตั้งแต่ปี พ . ศ .2493 แล้ว ต่อมาในระหว่างปี 2515-2522 ได้มีการดำเนินโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นในเขตภาคเหนือ พบว่ากาแฟอาราบิก้ามีศักยภาพในการปลูกทดแทนฝิ่นได้ ในปี 2523 จึงมีการส่งเสริมปลูกกาแฟอาราบิก้าทดแทนฝิ่นจนถึงปัจจุบัน

          ส่วนวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมีการเปิดร้านกาแฟแห่งแรกในกรุงเทพฯ โดยชาวอเมริกัน ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ต่อมาได้มีร้านขายของชำชื่อ ตุงฮูสโตร์ขายกาแฟยี่ห้อ ตุงฮู ในสมัยราชกาลที่ 6 โปรดเกล้าให้ตั้งร้านกาแฟชื่อ นรสิงห์ ขึ้นบริเวณริมถนนศรีอยุธยาริมลานพระบรมรูปทรงม้า ต่อมามีการตั้งร้านกาแฟขึ้นอีกหลายร้าน ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบันเช่น ออนล๊อกหยุ่น เอี๊ยแซ เป็นต้น

 

อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/3831/ประวัติกาแฟไทย/

เคล็ดลับการเก็บกาแฟคั่ว

      หากคุณเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดแล้วเมื่อคุณซื้อเมล็ดกาแฟไปก็คงต้องคิดในใจว่าควรจะเก็บเมล็ดกาแฟให้มีคุณภาพยาวนานได้อย่างไร  ควรเก็บกาแฟได้นานแค่ไหน ภาชนะอะไรเก็บกาแฟได้ดีที่สุด หรือกาแฟที่เป็นเมล็ดกับกาแฟบดมีความแตกต่างในการเก็บหรือไม่  และยังมีคำถามเกี่ยวกับการเก็บกาแฟในตู้เย็นว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ เก็บได้นานกว่าเดิมจริงไหม จริงๆแล้วมีหลากหลายข้อแนะนำในสิ่งที่คุณควรและไม่ควรทำในการเก็บเมล็ดกาแฟ เราจำทำการสรุปการเก็บรักษาเมล็ดกาแฟคั่วให้ท่านเข้าใจ

     4  ศัตรูตัวฉกาจของที่ทำให้คุณภาพเมล็ดกาแฟแย่ลง หากเราต้องการเก็บกาแฟให้มีคุณภาพดีคงอยู่ในระยะเวลาที่นานแล้วเราจำเป็นต้องการที่หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลเสียแก่คุณภาพกาแฟของเราเหล่านี้

     1. อากาศ   

     2. ความชื้น

     3. ความร้อน

     4. แสง

     จากหลักฐานตามเวปไซด์รวมถึงบทความของหลายๆที่ เกี่ยวกับการเก็บกาแฟให้ดีที่สุดให้คงคุณภาพดียาวนานที่สุดคือ ควรเก็บในระบบปิดมืด และเย็น 

ถ้าตีความหมายด้านบนง่ายๆ คือเก็บในกระปุ๊กสุญญากาศ แบบมืด หรือในตู้เย็น อะไรประมาณนี้ แต่แน่นอนว่าความสดใหม่ของกาแฟจะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมากในสภาวะที่มีปัจจัยภายนอก 4 อย่าง อากาศ, ความชื้น, ความร้อน, และแสง ทำอะไรกับเมล็ดกาแฟของเราเมล็ดกาแฟจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในหลังจากที่ผ่านการคั่ว โดยเมล็ดกาแฟจะคายก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ประมาณ 3 วันหลังจากคั่วใหม่ และยังคงมีการเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่องภายหลังการคายก๊าซ โดยอากาศ ความชื้น ความร้อนและแสงยังคงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง โดยอากาศที่เมล็ดกาแฟสัมผัสจะเกิดปฏิกิริยา Oxidation คล้ายกับน้ำมันที่เมื่อเจออากาศแล้วเหม็นหืน และถ้ากาแฟสัมผัสกับความชื้นมากๆหรือเก็บกาแฟในตู้เย็นแล้วนั้น กลิ่นของกาแฟจะอ่อนลงอย่างรวดเร็ว ส่วนความร้อนและแสงนั้นจะเป็นตัวเร่งให้กระบวนการภายในเร็วขึ้นหรือทำให้กาแฟเก่าเร็วนั้นเอง

     ควรเก็บกาแฟอย่างไรคนส่วนใหญ่จะเก็บกาแฟในโถใส ที่สามารถเห็นเมล็ดกาแฟคั่วสวยงามจากภายนอกได้ จริงๆแล้วนั้นการเก็บวิธีนี้เป็นวิธีที่ผิดเพราะกาแฟจะสัมผัสกับแสงได้ง่าย หรือการเก็บกาแฟในโถเซลามิคอย่างเดียวก็ถือเป็นวิธีที่ผิดเช่นกันเพราะระหว่างที่เราเทกาแฟออกจากโถจะทำให้เหลือพื้นที่ของอากาศ ด้านบนมากยิ่งขึ้น และการเก็บกาแฟในตู้เย็นก็เป็นการทำให้กาแฟชื้นยิ่งขึ้นส่งผลเสียมากกว่าผลดี

     วิธีเก็บกาแฟดีที่สุด

เก็บในถุงกาแฟเพราะถุงกาแฟส่วนใหญ่จะเป็นถุงอลูมิเนียม ซึ่งป้องกันแสงแดด และสะอาดเพราะเราใช้แล้วทิ้งเลย ส่วนการปิดถุงที่ดีจะต้องไล่อากาศออกจากถุงให้ได้มากที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้มีอากาศอยู่ในถุง ปิดถุงให้สนิทโดยอย่าใช้แม็คหนีบกระดาษแม็ค เพราะว่าจะทำให้ลูกแม็คตกลงไปในเครื่องบดได้ง่าย อย่างไรก็ตามเปิดถุงแล้วใช้ให้หมด ไม่เก็บกาแฟไว้เลยดีที่สุด เพราะการเปิด-ปิดถุงแต่ละครั้งจะลดอายุกาแฟลงไปเพราะกาแฟสัมผัสอากาศมากยิ่งขึ้น

     เก็บกาแฟได้นานแค่ไหนกาแฟที่คั่วมาใหม่ๆจะมีกระบวนการและปฏิกิริยาต่างๆภายในที่บร่มตัวโดยจะเริ่มดำเนินตั้งแต่คั่วใหม่ และถึงขีดสุดประมาณ 5-7 วัน และกาแฟจะเสื่อมลงไปตามสภาพการเก็บรักษา โดยมีปัจจัย 4 ตัวด้านบนเป็นตัวบ่งชี้ระยะเวลาในการเก็บ และด้วยสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทยทำให้กาแฟคั่วมีคุณภาพที่ดีในระยะเวลาที่สั้นมาก จากประสบการ์ณแล้วกาแฟคั่วที่เก็บในสภาพบ้านเราจะมีคงคุณภาพดีไม่เกิน 1-3 เดือน (ขึ้นอยู่กับการเก็บ) โดยถ้าเป็นกาแฟเมล็ดที่เปิดถุงแล้วจะมีคุณภาพแย่ลงอย่างรวดเร็วอายุอาจไม่เกิน 7 วัน (เปิดปิดถุงบ่อยคุณภาพจะน้อยกว่า 7 วัน) และยิ่งเป็นกาแฟบดแล้วจะมีคุณภาพดีแค่ 1 วันเท่านั้น ส่วนกาแฟที่บดทิ้งไว้ภายนอกแบบโดนอากาศระบบเปิดนั้นคุณภาพจะดีเหลือแค่ 15 นาทีเท่านั้น

     หลักการเลือกซื้อกาแฟบด

เราควรเลือกซื้อกาแฟที่บดใหม่ตอนซื้อเท่านั้น เพราะกาแฟที่บดแล้วจะสูญเสียคุณภาพไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะกาแฟที่บดแล้วมีพื้นที่สัมผัสอากาศที่มากขึ้นและความร้อนจากการเสียดสีอันเกิดจากบดกาแฟ ช่วยเร่งให้กาแฟเก่าเร็วขึ้นดังนั้นการมีเครื่องบดกาแฟเป็นของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและจำเป็นสำหรับคนที่ใสใจในคุณภาพของเมล็ดกาแฟ

     การเก็บรักษากาแฟบดอายุในการเก็บที่สั้นลงมาก ของกาแฟบดนั้นทำให้เราจำเป็นต้องรีบใช้กาแฟให้หมดไป วิธีการเก็บกาแฟที่บดแล้วยังคงไม่ต่างจากเก็บเก็บเมล็ดกาแฟแต่ว่า รสชาติกาแฟไม่มีทางเหมือนกาแฟที่เพิ่งหมดใหม่แน่นอน

     การเลือกซื้อกาแฟตามขนาดของถุงกาแฟจะมีการบรรจุในหลากหลายขนาด ตั้งแต่ถุง 5 กก. 1 กก. 500 กรัม และ 250 กรัม  ถุงกาแฟที่ดีที่สุดแน่นอนว่าเป็นถุงขนาด 250 กรัม เพราะกาแฟจะสัมผัสอากาศน้อยที่สุด จากเหตุผลด้านบนแล้วนั้นกาแฟถุงเล็กเก็บกาแฟได้นานกว่ากาแฟถุงขนาดใหญ่ควรเก็บกาแฟในตู้เย็นไหม หรือเก็บกาแฟในตู้เย็นได้ไหมการเก็บกาแฟในตู้เย็น (ช่องแช่แข็ง) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บกาแฟในระยะเวลานานหรือซื้อกาแฟมาในปริมาณที่มากๆ และไม่คิดว่าจะใช้กาแฟภายในขณะนั้น เราแนะนำให้ท่านแบ่งกาแฟออกมาเป็นถุงย่อยและเก็บในตู้เย็น (แช่แข็ง) จะใช้ก็นำออกมาวางภายนอกให้อุ่นก่อน และไม่แนะนำให้นำกับเข้าไปแช่เย็นใหม่อีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการเก็บกาแฟในตู้เย้น แต่ว่าผู้ผลิตเมล็ดกาแฟคั่วอันดับต้นๆของโลกอย่าง illy นั้นไม่แนะนำให้นำกาแฟเก็บในตู้เย็นช่องแช่แข็งน่ะยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องการเก็บกาแฟในช่องแช่แข็งในหลายๆบทความ แต่อยากให้ลองพิจารณาเอาเองว่า การแช่แข็งกาแฟเป็นการหยุดการทำงานของกาแฟก็จริง  แต่หลังจากวางกาแฟไว้ภายนอก ซึ่งต้องรอประมาณ 4-5ชั่วโมง และเมื่อไออุ่นภายนอกสัมผัสกับเมล็ดกาแฟที่เย็นจะเกิดคราบน้ำจับที่ตัวเมล็ดกาแฟ (เหมือนคราบน้ำที่อยู่ที่รอบแก้วกาแฟเย็น) น้ำไม่ได้เกิดจากเมล็ดกาแฟแต่น้ำมาจากความชื้นของอากาศภายนอกซึ่งอาจส่งผลต่อเครื่องบดทันที และแน่นอนว่าคุณภาพของกาแฟที่แช่เย็นจะไม่มีวันเหมือนเดิมบทสรุป

     เราควรเก็บกาแฟในถุงกาแฟ ไล่อากาศออกและบรรจุในภาชนะปิด ภาชนะปิดควรแยกเป็นหลายๆกล่องเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเปิดใช้บ่อยครั้ง เพราะการเปิดถุงกาแฟเข้าออกบ่อยครั้งส่งผลต่ออายุของเมล็ดกาแฟ การบดกาแฟทำให้การเก็บกาแฟยากยิ่งขึ้นและอายุสั้นลง  โดยไม่ว่าเราจะเก็บกาแฟให้ดีเพียงใดกาแฟยังคงมีการเปลี่ยนทางเคมีภายในอยู่เสมอ ทางที่ดีแล้วซื้อกาแฟที่คั่วใหม่ ซื้อน้อยๆแต่บ่อยครั้งดีที่สุด เพื่อให้ได้กาแฟที่มีมีคุณภาพดีอยู่เสมอ

 

อ้างอิงข้อมูล :

http://www.nlcoffee.com/index.php?tpid=0280

เคล็ดลับการชงกาแฟ

     หลายคนชงกาแฟแล้วรู้สึกว่าไม่อร่อยถูกปาก อยากรู้ว่าต้องชงอย่างไรถึงจะอร่อย 

     วันนี้เรารวบรวมเคล็ดลับในการชงกาแฟสูตรต่างๆ ให้อร่อยมาให้ทุกคนแล้วค่ะ

  1. กาแฟร้อน 

  • ควรอุ่นถ้วยกาแฟให้ร้อนก่อนการชงทุกครั้ง เพื่อคงอุณหภูมิน้ำกาไว้ได้นานที่สุด

  2. กาแฟเย็น 

  • น้ำกาแฟที่นำมาใช้ชงกาแฟเย็น ควรชงให้เข้มข้นเป็น 2 เท่า เผื่อความเจือจางจากน้ำแข็ง

  • การใช้ส่วนผสมที่แช่เย็นจะช่วยลดความร้อนของกาแฟที่ชงสดๆจากเครื่อง เป็นการช่วยลดการละลายของน้ำแข็ง ทำให้เครื่องดื่มเย็นที่ได้มีรสชาติเข้มข้น

  • หากต้องการผสมกาแฟเย็นไว้ล่วงหน้า ควรเก็บน้ำกาแฟเย็นที่ผสมแล้วไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท ที่อุณหภูมิไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำกาแฟเมื่อนำมาเทรวมกับน้ำแข็งแล้วจะได้กาแฟเย็นที่มีรสชาติเข้มข้น หอม อร่อย

  • วิธีการลดอุณหภูมิ (Cool Down) กาแฟร้อนอย่างรวดเร็ว ให้เทกาแฟร้อนที่ชงเสร็จใหม่ๆใส่ลงในถ้วยสแตนเลสที่หล่อด้วยน้ำแข็ง แล้วคนกาแฟไปเรื่อยๆ อุณหภูมิจะลดลงได้ภายในนาทีเศษๆ เท่านั้น

  3. กาแฟปั่น 

  • ลักษณะของเครื่องดื่มปั่นที่ดีนั้น ไม่ควรเหลวจนเกินไปดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ส่วนผสมที่เป็นของเหลวให้มากที่สุด ดังจะเห็นได้จากในสูตรที่ใช้น้ำตาลทรายแทนน้ำเชื่อม หรือใช้นมผงแทนนมสด และควรเลือกน้ำตาลที่เป็นน้ำตาลเกล็ดเล็กเพื่อการละลายที่ง่ายและเร็วกว่า

  • การแฟปั่นต้องการความเข้ม และความหอมของกาแฟอย่างสูง การใช้กาแฟเอสเปรสโซ่แช่เย็นจัด จะช่วยให้กาแฟปั่นมีรสชาติเข้มข้น และความหอมของกาแฟ อีกทั้งจะช่วยให้เครื่องดื่มปั่นที่ได้ไม่เหลวจนเกินไป เนื่องจากเอสเปรสโซ่ที่แช่เย็นจัดจะช่วยลดความร้อนของเอสเปรสโซ่ที่ชงใหม่ๆ ทำให้น้ำแข็งที่ปั่นกับกาแฟละลายช้าลง

 

ข้อมูลอ้างอิง :  http://kafaesansuk.wordpress.com

กาแฟแพงที่สุดในโลก

   กาแฟ แพงที่สุดในโลก ( Most expensive coffee )

          Kopi Luwak โคปิ ลูแว็ค เป็นกาแฟโรบัสต้าชนิดหนึ่ง และเป็นกาแฟแพงที่สุดในโลก เนื่องจากขบวนการผลิตอันยุ่งยาก แปลกประหลาด มีออกสู่ต้องตลาดประมาณปีละ 500 ปอนด์ต่อปี ทำให้มันมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 41,000 บาท และสามารถผลิตได้เพียงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ จึงประเทศที่ผลิตได้ก็มีดังต่อไปนี้

        * ประเทศอินโดนีเซีย ที่เกาะสุมาตรา (Sumatra) ,                 เกาะจาวา ( Java ) เกาะสุลาเวสี ( Sulawesi )

        * ประเทศฟิลิปปินส์ ( จะเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า

            Kape Alamid )

        * ประเทศทิมอร์ ( จะเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า kafé-laku )

        * ประเทศเวียดนาม ( จะเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า

           weasel coffee )

   ทำไมกาแฟ โคปิ ลูแว็ค ( Kopi Luwak ) จึงอร่อย

        * ขบวนการย่อยอาหารของชะมด ทำให้โปรตีนใน                  เมล็ดกาแฟแตกตัวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก เวลานำ                เมล็ดกาแฟชนิดนี้ไปคั่วบดจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ

        * ขบวนการย่อยอาหารของชะมด ทำให้โปรตีนบาง                ชนิดในเม็ดกาแฟ ถูกสกัดออกเมื่อนำไปคั่วแล้ว                  กาแฟจะมีรสชาติขมน้อยลงนิดหน่อย

        * มันผลิตจากอึของชะมด

           ขบวนการผลิต โคปิ ลูแว็ค ( Kopi Luwak )

        * ปลูกกาแฟในที่ที่มีสัตว์ที่เรียกว่า ชะมดสายพันธ์ุ                  เอเซีย (Asia Palm Civet) แต่ชาวพื้นเมืองจะเรียก              ชะมด ชนิดนี้ว่า "ลูแว็ค"

        * เม็ดกาแฟสุกชะมดมากิน เม็ดกาแฟที่สุก

        * เมื่อชะมดกินเม็ดกาแฟเข้าไป กรดและเอนไซม์ใน               กระเพาะอาหารของชะมดทำปฏิกิริยาทางเคมี                     คล้ายกับการหมัก(Fermentation)          

        * รอชะมดถ่ายมูลออกมา แล้วตามเก็บ แต่สามารถ                 รวบรวมได้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากชะมดมีนิสัยขับ                 ถ่ายในสถานที่เดิมๆ เสมอ

        * นำมูลที่ได้มาเลือกเฉพาะเม็ดกาแฟ

        * นำเม็ดกาแฟที่ได้ไปตากให้แห้ง

        * นำเม็ดกาแฟที่ตากแห้งดีแล้วมาคั่วจนแห้งสนิด เป็น             อันจบขบวนการผลิต โคปิ ลูแว็ค

   ความพยายามเลียนแบบ โคปิ ลูแว็ค ( Kopi Luwak )

          แมสสิโม มาร์โคเน นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ใช้เวลาสืบเสาะอยู่นานกว่าจะพบว่า ในป่าแห่งหนึ่งของประเทศเอธิโอเปีย มีชะมดกัดกินกาแฟ แต่จากการทดสอบรสชาติก็ยังด้อยกว่าของอินโดนิเซีย เนื่องจากเป็นชะมดต่างพันธุ์กัน

          แมสสิโม มาร์โคเน ยังค้นพบว่า กระบวนการย่อยอาหารของชะมด ต้องผ่านแบคทีเรียและ เอนไซม์ในท้องของชะมด เป็นกรรมวิธีเดียวกับการหมักกาแฟแบบหนึ่งที่เรียกว่า "การหมักเปียก" และยังใช้แบคทีเรียชนิดเดียวกันด้วย คือ แบคทีเรียแล็กติกเอซิด มาร์โคเนมั่นใจว่าการหมักกาแฟเปียกน่าจะให้ผลใกล้เคียงกับกาแฟที่ผ่านการย่อยในท้องของชะมดแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง

 

อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/6872/กาแฟแพงที่สุดในโลก/

หลากรสกับกาแฟถ้วยโปรด

     ในการชงกาแฟก็มีการจำแนกลักษณะรสของกาแฟตามส่วนผสมในการชง ซึ่งก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน คราวนี้ทุกครั้งที่คุณสั่งกาแฟถ้วยใหม่มาดื่ม คุณจะได้สามารถตัดสินใจได้ว่าอยากจะดื่มกาแฟอะไร  ชื่อกาแฟต่างชนิดกันจะประกอบด้วยส่วนผสมหลักเดียวกันคือ..น้ำกาแฟเข้มข้นแก้วเล็ก 1 ช็อต (Espresso Shot) ที่ควรจะต้องทำจากเม็ดกาแฟผสมแบบเอสเปรสโซ(นิยมใช้กาแฟพันธุ์อราบิก้า) และเครื่องชงเฉพาะที่มีแรงดัน ที่เรียกว่าเครื่องเอสเพรสโซ แล้วจึงนำไปผสมกับน้ำ, นม, ช็อคโกแลต หรือส่วนผสมอื่นๆ ตามชื่อสูตรดังนี้

  • เอสเพรสโซ (Espresso)

มักจะหมายถึง น้ำกาแฟเข้มข้นแก้วเล็ก 1 ช็อต(Espresso Shot) เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีควร ดื่มทันทีที่ได้รับ โดยไม่เติมน้ำตาลและนม

  • อเมริกาโน (Americano)

ประกอบด้วยช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับน้ำ จะเป็นน้ำร้อนหรือน้ำเย็น แล้วแต่ว่าจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็น เหมาะกับผู้ที่อาจจะมีเวลามากหน่อย และอาจจะเติมนม เติมน้ำตาลตามชอบ

  • คาปูชิโน (Cappuccino)

ประกอบด้วยช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับนม  และฟองนม จะเป็นนมร้อนหรือนมเย็น แล้วแต่ว่าจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็น คาปูชิโนจะมีปริมาณของฟองนมมากกว่าลาเต้ หรืออีกนัยหนึ่งคือมีปริมาณของนมร้อนน้อยกว่านั่นเอง ซึ่งทำให้คาปูชิโนมีรสชาติของกาแฟเข้มกว่าลาเต้และอาเหยาะผงอบเชย (Cinnamon) หรือผงลูกจันเทศ (Nutmeg) หรือผงช็อคโกแลต  ลงบนผิวหน้าฟองนมก่อนดื่ม

  • มอคค่า (Mocha)

ประกอบด้วย ช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับนม และน้ำเชื่อมช็อคโกแลตมักจะปิดหน้าด้วยวิปครีม เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟที่มีความหอม หวานมันของช็อคโกแลตผสมอยู่ด้วย

  • ลาเต้ (Latte)

ประกอบด้วยช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับนม และฟองนม จะเป็นนมร้อนหรือนมเย็น แล้วแต่ว่าจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็น เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟใส่นม รสชาติที่ได้ก็จะเป็นกาแฟที่ใส่นมแล้ว ไม่เข้มข้นมากเหมือนกับเอสเพรสโซ หรืออเมริกาโน เสน่ห์จะอยู่ตรงที่อุณหภูมิของนมที่เหมาะสมและฟองนมที่สัมผัสริมฝีปาก                                                                                                                                            

อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/2821/หลากรสกับกาแฟถ้วยโปรด/

ใครควรดื่มกาแฟบ้าง ??

     ถ้าจะถามว่า ควรดื่มกาแฟวันละมากน้อยแค่ไหน คงหามาตรฐานมาตอบไม่ได้ แต่ทางองค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ออกมาชี้แจงว่า หากคุณดื่มกาแฟในปริมาณปานกลางหรือไม่มากนัก คาเฟอีนจะไม่มีผลต่อสุขภาพ คือไม่เกิน 300 ม.ต่อวัน หรือเท่ากับปริมาณกาแฟ 2-3 ถ้วนต่อวัน รวมทั้งควรสังเกตลักษณะอื่นๆ ของตัวเองด้วย เช่น ดื่มกาแฟตอนเย็นทำให้นอนหลับยากในตอนกลางคืนหรือไม่ เพราะกาแฟมีผลต่อร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยมีคำแนะนำการดื่มกาแฟดังนี้

     - เด็ก เด็กเล็กไม่ควรดื่มกาแฟ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี

     - สตรี ถ้าไม่อยากเสี่ยงกระดูกพรุนตอนอายุมากๆ อาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณกาแฟไม่ให้เกิน 2-3 แก้วต่อวัน

     - สตรีมีครรภ์ ไม่ควรดื่มกาแฟชนิดบดเกินวันละถ้วย หรือกาแฟผงสำเร็จรูปเกินวันละ 2 ถ้วย แต่ถ้างดได้เป็นดีที่สุด เพราะทารกในครรภ์จะดูดซึมคาเฟอีน ไปด้วย แต่จะขับออกช้ากว่าผู้ใหญ่มาก และคาเฟอีนอาจส่งผลต่ออวัยวะภายในของทารกที่ยังอ่อนแออยู่

     - มารดาที่ให้นมบุตร ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะทารกต้องการน้ำนมบริสุทธิ์จากแม่ การดื่มอะไรเข้าไปจะส่งผลต่อทารกได้ จึงควรระวังเป็นพิเศษ และมีการศึกษาพบว่า คาเฟอีนในกาแฟสามารถผ่านน้ำนมมาสู่ลูกได้ ทารกจึงอาจได้รับผลจากคาเฟอีน โดยอาจไปกระตุ้นสมอง ทำให้ตื่น กระวนกระวาย ไม่ยอมนอน ทั้งอาจมีผลต่อกระเพาะและลำไส้ของทารก

     - ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ถ้าเป็นคนชราที่มีโรคหัวใจอยู่ คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพมากเกินไป อาจทำให้หัวใจเสื่อมเร็วขึ้น

     - ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ ควรงดกาแฟ เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยในกระเพาะ ยิ่งเพิ่มกรดในกระเพาะให้อักเสบมากขึ้น

 

ที่มา : http://elib-online.com/doctors46/

food_coffee001.html

ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ

     1. ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในผู้หญิง 25%

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของสเปนพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2 – 3 แก้วต่อวันมีอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มและผู้ชาย 25%

     2. ลดอัตราเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน 60%

กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีสารประกอบที่เรียกว่า ควินิน (Quinines) ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น

     3. ลดอัตราการเกิดภาวะความจำเสื่อม 65%

จากการวิจัยพบว่ากาแฟมีส่วนช่วยในการชะลอภาวะความจำเสื่อมโดยไปหยุดยั้งหรือต้านการจับตัวของคอเรสเตอรอล (Cholesterol) ที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย

     4. ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 50%

จากการศึกษาถึง 12 ปีกับผู้หญิงในญี่ปุ่นพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 3 แก้วหรือมากกว่าต่อวันมีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่

     5. ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการศึกษากับผู้ชายจำนวน 50,000 คนเป็นเวลา 20 ปีพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวันจะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม

     6. ลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer) 65%

จากการศึกษากับคนวัยกลางคนในประเทศฟินแลนด์จำนวน 1,400 พบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 5 ถ้วยต่อวันสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์ 65%

     7. ลดความเสี่ยงของการเป็นตับแข็ง 80%

จากการศึกษากับผู้ดื่มกาแฟจำนวน 125,000 คนพบว่าการดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวันทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งลดลง 20% ถ้าดื่ม 4 แก้วต่อวันจะลดอัตราเสี่ยงได้ 80%

     8. ลดความเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 50%

ผู้ชายที่ดื่มกาแฟอย่างน้อย 2 แก้วต่อวันมีแนวโน้มในการลดอัตราเสี่ยงของการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี 40%, 25% สำหรับผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในปริมาณที่เท่ากัน และ 45% สำหรับคนที่ดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวัน

     9. ลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือดในผู้หญิง 43%

จากการศึกษากับนางพยาบาลจำนวน 83,000 คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่และดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวันสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดการอุดตันในเส้นเลือด 43%

    10. ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการสั่นของอวัยวะจากระบบปราสาท

     11. ลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของผู้หญิง 60%

จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปีกับผู้หญิงจำนวน 86,000 คนพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวันสามารถลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของ 60%

     12. กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยซ่อมแซมเซลต่างๆในร่างกายที่ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

     13. กาแฟช่วยให้เรารู้สึกไม่ง่วงและตื่นตัว

     14. กาแฟช่วยลดความรู้สึกหนาวได้เนื่องจากคาเฟอีน (caffeine)

     15. ลดการเกิดโรคหืด

     16. ลดอาการปวดหัว บ่อยครั้งที่คาเฟอีน (caffeine) ถูกใช้เป็นยาแก้ปวดหัวโดยเฉพาะอาการปวดหัวจากไมเกรน (migraine)

     17. บรรเทาอาการปวด การดื่มกาแฟ 2 แก้วอาจช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายได้ประมาณ 58% ยาแก้ปวดหลายประเภทมีการผสมคาเฟอีน (caffeine) 65 mg เช่น aspirin, ibuprofen, acetaminophen และคาเฟอีน (caffeine) สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ 40%

     18. ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น คาเฟอีน (caffeine) ที่ดื่มเข้าไปจะช่วยคลายความเครียดและทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น

     19. ช่วยให้ความสามารถทางการกีฬาสูงขึ้น เพราะคาเฟอีน (caffeine) มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มความทนทานและประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ

     20. ป้องกันฟันผุ สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline ซึ่งเป็นสารที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอมและรสขม มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแบคทีเรีย และการก่อตัวของแบคทีเรีย โดยเหตุผลนี้กาแฟจึงช่วยป้องกันฟันผุได้

ถึงแม้ว่ากาแฟจะมีสารที่มีประโยชน์มากมายแต่สารประกอบบางอย่างที่อยู่ในกาแฟอาจส่งผลกับแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นถ้าเกิดเรามีปัญหาท้องเสียกับการดื่มกาแฟ หรืออาการอื่นๆ ก็สามารถดื่มชาแทนได้

 

ที่มา : http://www.coffeeandtealover.com/2010/20-coffee-benefit/

10 เรื่องน่ารู้ที่คอกาแฟไม่ควรพลาด

   1. ทุกอย่างเริ่มจากแพะ

          ก่อนที่จะมาเป็นกาแฟที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ เชื่อไหมว่าคนสมัยก่อนนั้นเขาไม่ได้เอาเมล็ดกาแฟมากินกันหรอกค่ะ แต่เอาไว้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์มาก่อน จนกระทั่งชาวเอธิโอเปียสังเกตว่าแพะที่กินเมล็ดกาแฟเข้าไปดูร่าเริงกระปรี้กระเปร่าผิดปกตินี่แหละ จึงได้เกิดสงสัยขึ้นมาว่าเจ้าเมล็ดกาแฟนี่อาจเอามาใช้เป็นของกินเพิ่มพลังงานให้มนุษย์เราได้เหมือนกัน

   2. กาแฟเคยเป็นขนมมาก่อน

          เราไม่ได้พูดถึงพวกขนมยอดฮิตอย่างเค้กหรือไอศกรีมรสกาแฟที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้หรอกค่ะ แต่ก่อนจะมาเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของใครหลาย ๆ คน ชาวแอฟริกันเคยเอาเมล็ดกาแฟมาบดแล้วปั้นผสมกับไขมันสัตว์เพื่อใช้กินเหมือนกับเป็นขนมมาก่อนต่างหาก ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไหร่แล้วล่ะ แบบนี้แล้วคงจะเดาเรื่องรสชาติกันได้ไม่ยากเลยทีเดียว

   3. อังกฤษเคยสั่งปิดร้านกาแฟ

          ใครจะเชื่อล่ะว่าประเทศผู้ดีอย่างอังกฤษจะเคยสั่งปิดร้านกาแฟทั่วเมืองมาก่อน และที่ทำแบบนั้นก็ไม่ใช่เพราะชาวอังกฤษคลั่งไคล้ชามากจนอิจฉาความนิยมที่เพิ่มขึ้นของกาแฟหรอกนะ แต่ในปี 1675 กษัตริย์ของอังกฤษเคยสั่งปิดร้านกาแฟเพราะคิดว่าชาวเมืองไปรวมตัวกันตามร้านกาแฟเพื่อวางแผนต่อต้านพระองค์ต่างหาก ทำให้ร้านกาแฟทั่วประเทศปวดหัวไปตาม ๆ กันเลยทีเดียว

   4. ต้นกาแฟสูงกว่าที่คุณคิด

          ที่จริงแล้วต้นกาแฟนั้นสูงใหญ่มาก โดยสามารถสูงได้ถึง 30 ฟุตหรือราว 9 เมตรเลยทีเดียว แต่ที่ปัจจุบันเรามักจะเห็นว่าไร่กาแฟส่วนใหญ่มีต้นกาแฟสูงแค่ 10 ฟุตหรือราว 3 เมตรเท่านั้น ก็เป็นเพราะว่าชาวไร่เลือกจะปลูกขนาดที่เตี้ยลงเพื่อให้สะดวกในการเก็บเกี่ยวมากขึ้นเท่านั้นแหละ

   5. จอร์จ วอชิงตัน

          เป็นยี่ห้อกาแฟสำเร็จรูปเจ้าแรกของโลกไม่ต้องตกใจไป เพราะประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาอย่าง จอร์จ วอชิงตัน ไม่ได้ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจผลิตกาแฟสำเร็จรูปขายหรอก เพียงแต่ว่าชาวเบลเยี่ยมซึ่งเป็นผู้ผลิตกาแฟสำเร็จรูปเจ้าแรกของโลกในปี 1906 ตั้งชื่อกาแฟนั้นว่า จอร์จ วอชิงตัน เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลสำคัญที่เขานับถือเท่านั้นเอง

   6. ที่มาของอเมริกาโน่

          หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมเมนูกาแฟถึงมีชื่อประเทศรวมอยู่ด้วย ซึ่งคำตอบก็คือมันเป็นเพราะกาแฟชนิดนี้มีที่มาจากทหารชาวอเมริกันนั่นเอง โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ทหารอเมริกันมักจะสั่งกาแฟเอสเพรสโซ่ดื่มเพื่อให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น แต่มักจะขอให้ผสมน้ำอุ่นลงไปด้วยเสมอ เพื่อไม่ให้มีรสแรงจนเกินไป และนั่นก็คือที่มาของเมนูอย่างอเมริกาโน่ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี่

   7. อาราบิก้าเป็นที่นิยมมากว่าโรบัสต้า

          จากสถิติแล้วคนทั่วโลกทานกาแฟอาราบิก้าซึ่งมีรสนุ่มกลิ่นหอมหวานถึง 70% ในขณะที่ทานกาแฟโรบัสต้าซึ่งรสเข้มกว่าและมีคาเฟอีนสูงกว่าถึง 50% เพียงแค่ 30% เท่านั้น จึงเห็นได้ชัดเลยว่าอาราบิก้านั้นเป็นที่นิยมมากว่าโรบัสต้าจริง ๆ

   8. มีการซื้อขายเป็นอันดับ 2 ของโลก

          ถึงเราจะกินกาแฟกันอยู่ทุกวัน แต่ใครจะไปคิดล่ะว่ากาแฟจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายกันมากเป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว ในขณะที่อันดับ 1 คือสิ่งของที่ขาดไม่ได้ยิ่งกว่าอย่างน้ำมันนั่นเอง แบบนี้แล้วใครจะปฏิเสธได้อีกล่ะว่ากาแฟถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของโลก

   9. กว่าจะมาเป็นเมล็ดกาแฟที่เรากิน

          คุณอาจคิดว่าเมล็ดกาแฟนั้นมาถึงก็เป็นเมล็ดสีน้ำตาลหน้าตาน่ากินตั้งแต่แรกแล้ว แต่รู้ไว้เถอะว่าที่จริงแล้วมันต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้นมากนัก โดยแรกเริ่มนั้นผลกาแฟก็เหมือนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั่วไปที่มีสีสันสดใสน่ารักและขนาดพอดีคำนั่นแหละ ซึ่งอันดับแรกเราก็ต้องลอกเปลือกสีชมพูเหลือบแดงของมันออกมาก่อนจนเหลือแค่เมล็ดด้านในเท่านั้น จากนั้นจึงเอาเมล็ดที่ได้ไปตากแดดทิ้งไว้จนแห้งและมีสีเขียว ก่อนจะเอาไปอบด้วยความร้อน 500 องศาให้พองจนมีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวและเป็นสีน้ำตาล จึงจะสามารถเอาไปทำเป็นกาแฟต่อไปได้

   10. ฮาวายเป็นรัฐเดียวในสหรัฐฯ ที่ปลูกกาแฟ

          แม้ว่าเราจะเห็นชาวอเมริกันดื่มกาแฟกันมากไม่แพ้เครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ แต่เชื่อไหมว่าแม้สหรัฐอเมริกาจะกว้างใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ฮาวายเป็นเพียงรัฐเดียวเท่านั้นที่มีการเพาะปลูกกาแฟในสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี กาแฟที่ปลูกในฮาวายนั้นถือว่ามีเอกลักษณ์มากทีเดียว เพราะกาแฟที่ให้ความรู้สึกละมุนลิ้นปนด้วยกลิ่นเครื่องเทศอ่อน ๆ ของที่นี่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว

          พออ่านจบแล้ว นอกจากเราจะได้ความรู้รอบตัวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้เราได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นกาแฟที่เรากินกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้นสั่งกาแฟคราวหน้าอย่าลืมทานให้หมดแก้วเพื่อให้คุ้มค่ากับวิธีทำที่พิถีพิถันด้วยนะจ๊ะ

 

อ้างอิงข้อมูล :

http://hilight.kapook.com/view/76520

ทำไมกาแฟเย็นชืดถึงไม่อร่อย

     คนชอบดื่มกาแฟเคยนึกสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไมกาแฟถ้วยเดียวกัน ตอนร้อนๆ ถึงหอมอร่อย แต่พอทิ้งไว้จนเย็นชืด กลับมีรสชาติน่าถุยทิ้ง ? และยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเรานึกได้ว่ากาแฟเย็นใส่น้ำแข็งก็มีรสชาติดีกว่ากาแฟเย็นชืดที่ทิ้งไว้หลายเท่า

     ทีมวิจัยที่นำโดย Karel Talavera แห่ง Laboratory of Ion Channel Research ในคิวบา ได้ทดลองวัดประสิทธิภาพการรับรู้รสอาหารของต่อมรับรสบนลิ้นที่อุณหภูมิต่างๆ กัน พวกเขาพบว่า สำหรับอาหารร้อนที่มีอุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส กลุ่มตัวอย่างจะรับรู้รสขมได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเมื่อกินอาหารที่มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง (20-25 องศาเซลเซียส) นอกจากต่อมรับรู้

รสขมแล้ว ต่อมรับรู้รสหวานก็ทำงานน้อยลงด้วย

     Karel Talavera สันนิษฐานว่า สาเหตุทางวิวัฒนาการที่ทำให้ต่อมรับรสของมนุษย์ทำงานได้ไม่ดีกับอาหารร้อนๆ เนื่องมาจากบรรพบุรุษของเราไม่ได้กินอาหารที่มีอุณหภูมิสูงเกินหรือต่ำเกินกว่าช่วง 20-37 องศาเซลเซียส ลิ้นของเราจึงไม่ได้ถูก "ออกแบบ" มาให้ทำงานกับอาหารร้อนจัด

     อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์คนอื่น เช่น Paul Breslin แห่ง Rutgers University และ Barry Green แห่ง Yale University เห็นว่าประสิทธิภาพการทำงานของต่อมรับรสไม่ใช่คำตอบเดียวว่าทำไมเราถึงไม่ชอบกาแฟเย็นชืด เนื่องจากเมื่อกินอาหารร้อนๆ ต่อมรับรสหวานก็ทำงานน้อยลงด้วย แถมลดลงมากกว่าต่อมรับรสขมเสียอีก ทั้งสองคนคิดว่า "กลิ่น" ของกาแฟน่าจะมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เราชอบกาแฟร้อนๆ

     กาแฟร้อนจะปล่อยสารอะโรมาติกที่มีกลิ่นหอมออกมามากกว่า ซึ่งกลิ่นหอมนี้เองที่กระตุ้นให้เรารู้สึกว่ากาแฟมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม นอกจากนี้กลิ่นหอมของนมร้อนๆ (นมที่ใส่ในกาแฟนะ อย่าคิดมาก) ก็ร่วมทำงานเข้าเตะจมูกเราด้วย

     นอกจากนี้ Paul Breslin ก็เสนอสมมติฐานว่า มันยังเกี่ยวข้องกับการดึงดูดความสนใจอีก กาแฟร้อนจัดหรือเย็นจัดจะหันเหความสนใจของระบบประสาทรับรู้ของเราไปที่อุณหภูมิที่แตกต่างจากอุณหภูมิห้องและอุณหภูมิร่างกาย ทำให้สัญญาณความขมของกาแฟได้รับความสนใจจากสมองน้อยลง

     สรุปว่าในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงชอบกาแฟร้อนหรือกาแฟเย็นใส่น้ำแข็งมากกว่ากาแฟที่เย็นชืด ไม่ใช่กาแฟเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาหารชนิดอื่นๆ ด้วย แทบจะทุกคนไม่ชอบกินอาหารที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะค้างวันค้างคืน บางทีสาเหตุอาจจะเป็นผลจากทฤษฎีข้างต้นทุกข้อผสมๆ กัน หรืออาจจะมีอย่างอื่นร่วมอีกก็ได้

 

ที่มา : Life's Little Mysteries

รสกาแฟสื่อความหมาย

ทายนิสัยจากกาแฟถ้วยโปรด

  • ชอบกาแฟขมๆ 

คนที่ชอบกาแฟรสเข้มจัดนั้น มักจะเป็นคนเอาการเอางาน ช่างคิด ช่างวางแผน มีหัวทางธุรกิจ และชอบการทำงานที่ท้าทาย แต่ก็มักเป็นคนที่มีความเครียดเสมอๆ เพราะเฝ้าครุ่นคิดแต่หนทางที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองหวัง

  • ชอบกาแฟรสชาติหวานมัน

คนที่ชอบกาแฟรสชาติเข้มข้น ทั้งหวานและมันถึงใจ แสดงว่าเป็นคนที่เปิดเผย ใจกว้าง ชอบความสนุกสนานในชีวิต เป็นคนร่าเริง ช่างกระเซ้าเย้าแหย่ นอกจากนั้นยังเป็นคนรักความยุติธรรม ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ และจะรักษาสิทธิของตัวเองเสมอ

  • ชอบกาแฟที่กลิ่นหอมแรง

ส่วนคนที่ชอบการแฟที่มีกลิ่นหอมแรงๆ เข้มข้น แสดงว่าเป็นคนที่ช่างเลือก ชอบแต่สิ่งที่ดีที่สุด มักพิถีพิถันต่อข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เป็นคนรักเพื่อน มีทัศนะที่ชัดเจนต่อสิ่งต่างๆ และชอบการอยู่ในสังคมที่มีแต่คนทัศนะตรงกัน

  • ชอบกาแฟรสอ่อนๆ

คนที่ชอบกาแฟรสชาติอ่อนๆ ขอให้มีกลิ่นกาแฟก็เป็นอันใช้ได้นั้น แสดงว่าเป็นคนที่ชอบความสงบ สุขภาพ ชอบความสะอาด และความปลอดโปร่ง สบายกาย สบายใจ นอกจากนั้นยังเป็นคนเคารพความเห็นของผู้อื่น ไม่ชอบโต้แย้งกับใครโดยไม่จำเป็น

  • ชอบกาแฟหวานจัด

คนที่ชอบกาแฟหวานมากๆ เรียกว่าหวานนำรสอื่นๆ มาเลยนั้น แสดงว่าเป็นคนที่มีอารมณ์เปราะบาง ปรวนแปรง่าย เป็นคนที่มักจะมีความใฝ่ฝันเกี่ยวกับชีวิตตัวเองที่เป็นอยู่ อยากมีชีวิตที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก อยากเป็นคนพิเศษของใครซักคน

  • ชอบกาแฟรสกลมกล่อม

คนที่ชอบกาแฟรสชาติพอดีๆ ไม่หวานเกินไป ไม่มันเกินไป แสดงว่าเป็นคนที่ชอบชีวิตที่ลงตัว มีความพอดีในจิตใจ ไม่ชอบการแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ชอบการต่อสู้เพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะชนะ มักเป็นคนดูแลสุขภาพ ให้ความสนใจเรื่องการเรียน การศึกษา ชอบการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม

  • ชอบกาแฟร้อนๆ

คนที่ชอบกาแฟร้อนๆ นั้น มักเป็นคนที่หาความสุขได้อย่างง่ายๆ ชอบความมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง เป็นคนตื่นตัวเร็วและปรับตัวเก่ง สามารถนำเอาประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเองมาปรับใช้และให้ข้อคิดที่ดีกับคนอื่นๆ

  • ชอบดื่มกาแฟเย็น

คนที่ไม่ชอบกาแฟร้อนๆ อุ่นๆ แต่ชอบกาแฟเย็นเจี๊ยบชื่นใจ แสดงว่าเป็นคนชอบการมีเพื่อนเยอะๆ ชอบการได้พักผ่อน ผ่อนคลาย เมื่อเวลาทำงานก็ทำงานก็ตั้งใจทุ่มเท แต่พอเวลาพักก็หาความสุขให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นคนร่าเริงเช่นกัน ใครอยู่ใกล้ก็มักเบิกบานไปด้วย 

 

ที่มา : http://guru.sanook.com/5623/รสกาแฟสื่อความหมาย/

กาแฟช่วยดับกลิ่น

       นอกจากเครื่องดื่มเลิศรสที่คุณโปรดปรานถ้วยนี้

จะให้ความสดชื่นแก่ร่างกายของคุณแล้ว มันยังช่วยงานบ้านของคุณได้อีกด้วย วิธีที่แสนจะยอดเยี่ยมในการใช้กาแฟบดในบ้านของคุณ (นอกจากการดื่ม) ก็คือ ใช้มันเพื่อดับกลิ่นไม่พึงปรารถนาในตู้เย็น

       แค่ใส่กาแฟบดใหม่ 2-3 ช้อนโต๊ะ ลงในถ้วยเล็กๆ แล้วใส่ไว้ในตู้เย็นหรือตู้แช่แข็งของคุณ มันจะดูดกลิ่นทั้งหลายโดยไม่ทิ้งกลิ่นของตัวมันเองไว้เบื้องหลังด้วย นอกจากนั้นคุณยังใช้มันเพื่อดูดกลิ่นที่ติดในภาชนะพลาสติกได้อีกด้วยนะ โดยใส่กาแฟบดหนึ่งหรือสองช้อนลงในภาชนะ ทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ก่อนนำมาล้างทำความสะอาด กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายจะหมดไปค่ะ

 

ที่มา : คุณ หญิงก้อย

http://www.phuket2u.com/misc/detail.php?post_id=7590

กาแฟ

       ในประเทศไทยการดื่มกาแฟยังไม่กว้างขวางมากนัก ในสังคมคนทำงาน หรือนักศึกษา อาจมีการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศในเขตหนาว การดื่มกาแฟอาจสูงถึงวันละ 10-15 ถ้วย ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟ แต่การดื่มกาแฟ กลับมีปริมาณต่ำ เมื่อเทียบกับอเมริกา ยุโรปหรือญี่ปุ่นซึ่งไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตกาแฟ

          ประเทศไทยมีการผลิตกาแฟทั้งสิ้น 2 ชนิด ได้แก่ กาแฟโรบัสต้า (Robusta coffee) ซึ่งเพาะปลูกมากแถบจังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ และ นครศรีธรรมราช คิดเป็นปริมาณประมาณปีละ 80,000 ตัน และ กาแฟอาราบิก้า (Arabica coffee) เพาะปลูกมากแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก คิดเป็นปริมาณปีละ 500 ตัน

          กาแฟโรบัสต้าของประเทศไทย นิยมนำมาทำเป็นกาแฟผงสำเร็จรูป (Instant coffee) โดยชงละลายกับน้ำร้อน ดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องกรองกากออก 

          ส่วนกาแฟกาแฟอาราบิก้า (Arabica coffee) นิยมนำมาทำเป็นกาแฟคั่วและบด (Roasted and ground coffee) ที่ต้องมีการกรองกากออก โดยอาจใช้ถุงผ้ากรอง  หรือใช้เครื่องชงที่ใช้กระดาษกรอง (Coffee maker, coffee brewer หรือ drip brewer) ขบวนการนี้แม้จะยุ่งยากมากกว่าแต่จะได้กาแฟที่มีรสชาดสดใหม่ มีกลิ่นหอมหวนกว่า กาแฟผงสำเร็จรูปมาก ปัจจุบันมีผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟที่มีรายได้สูงใช้เครื่องชงกาแฟแบบใช้แรงดัน ในการขับน้ำร้อนผ่านผงกาแฟ หรือเรียกว่าเครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซ (Espresso maker) มาใช้มากขึ้น เครื่องชงแบบนี้ชนิดเล็กๆ ราคาประมาณ 10,000-30,000 บาทเท่านั้น ทั้งยังสามารถนำมาชงกาแฟแบบคาปูชิโนที่ต้องมีการตีนมสดให้ร้อนและฟูขึ้นเป็นครีมได้อีกด้วย

          ดังเป็นที่ทราบกันทั่วไปประเทศไทยมักมีปัญหาเกี่ยวกับราคากาแฟตกต่ำตามราคาตลาดโลก โดยเฉพาะกาแฟโรบัสต้าเนื่องจากมีการส่งออกในขณะที่กาแฟอาราบิก้าผลิตเป็นปริมาณน้อยเพื่อใช้ภายในประเทศเท่านั้น ถ้าคนไทยร่วมมือกันดื่มกาแฟให้มากขึ้น ลดการนำเข้ากาแฟคุณภาพดีจากต่างประเทศ ปัญหาเกี่ยวกับผลผลิตมากเกินและราคาตกต่ำก็จะหมดไป

 

กาแฟกับสุขภาพและสุนทรีทางอารมณ์

          กาแฟเป็นที่นิยมดื่มของคนทั่วโลกกันมายาวนาน มีประวัติเล่าขานจากดินแดนเอธิโอเปีย ราวศตวรรษที่ 12 ที่เด็กเลี้ยงแพะสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ฝูงแพะกินผลไม้เล็ก ๆ สีแดงคล้ายลูกเชอรี่จะร่าเริง กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน ครั้นเมื่อลองเอามากินดูบ้างก็รู้สึกสดชื่น พละกำลังกลับคืนมา ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหายไปสิ้น ได้ลองเอาไปถวายพระ ปรากฏว่าทำให้พระสวดมนต์ได้ยาวนานขึ้น ผลไม้เล็ก ๆ นั้นคือ กาแฟ เป็นที่แพร่หลายมาจนทุกวันนี้

          กาแฟมีสารกาเฟอีน เป็นแอลคาลอยด์ชนิดหนึ่ง พบในพืชกว่า 60 ชนิด สำหรับในสายพันธุ์ของกาแฟมีราว 50 ชนิด ที่นิยมปลูกเพื่อการค้ามีอยู่ 2 แบบคือ อาระบิก้า นิยมปลูกทางภาคเหนือของไทย และ โรบัสต้า มากทางภาคใต้

          ลักษณะเด่น มี 4 อย่างด้วยกันคือ กลิ่น รสชาติ ความกระชุ่มกระชวย และ ความรู้สึกที่เหลือทิ้งไว้ในปาก จนมีคอกาแฟบางท่านถึงกับให้คำนิยามว่า กาแฟชั้นเลิศจริง ๆ นั้น ต้อง ดำเหมือนปิศาจ ร้อนดั่งนรก บริสุทธิ์ประดุจนางฟ้า และ หอมประหนึ่งความรัก

          การดื่มกาแฟมีอะไรดี ๆ หลายอย่าง เริ่มต้นด้วยทำให้มีเรื่องต้องออกจากบ้าน ได้ไปพบปะเพื่อนฝูง ได้คุยกันทั้งเรื่องงานและไม่ใช่งาน ได้มีโอกาสพบกับคนที่รู้ใจ ได้รสชาติจากกาแฟที่หอมกรุ่นติดปลายลิ้น อ่านหนังสือไปด้วย ดูคนเดินผ่านไปมาด้วยท่าทางและลีลาที่แตกต่างกันเป็นอาหารตาอย่างเพลิดเพลิน และอีกหลาย ๆ อย่างมากมาย

          ด้านสุขภาพ กาแฟดำ 1 ถ้วย จะมีกาเฟ อีนราว 150 มก. จากการศึกษาตามตำราต่าง ๆ บอกว่าคนที่ดื่มราว 250-600 มก. จะไม่มีผลเสียแต่อย่างใด นอกจากคนที่แพ้ กินแล้วใจสั่น มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะ ความดันขึ้นนอนไม่หลับ ท้องผูก ก็ควรเว้นเสีย แต่บางรายก็บอกว่ากาแฟดื่มแล้วหลับดี ช่วยลดน้ำหนักได้ ต้านอนุมูลอิสระ คล้ายผักผลไม้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน

          การค้นคว้าวิจัย จากวารสารต่างประเทศ มีรายงานหลายแห่ง วารสารความดันของอเมริกาปีที่แล้วบอกว่า ได้ทดลองในคนผิวดำ พบว่ากาแฟดื่มมากจะทำให้ ความดันสูงขึ้น วารสารสมาคมระบาดวิทยาของญี่ปุ่นรายงานว่า ดื่มกาแฟวันละ 1 ถ้วย จะเป็นมะเร็งตับน้อย กว่าคนไม่ดื่ม วารสารหัวใจของ อเมริกาเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ว่าบุหรี่ กาแฟจะทำให้ เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจแข็งและตีบตันได้ และวารสารทางระบบปัสสาวะของอเมริกาเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ดื่มกาแฟบ่อย ๆ จะทำให้ธาตุแคลเซียม โซเดียม ในปัสสาวะสูงขึ้น มี โอกาสเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วได้ ล้วนเป็นงานวิจัยที่ผลยังไม่ชัดเจนทั้งสิ้น

          อารมณ์สุนทรี ดื่มกาแฟที่เห็นผลทันตาคือ เลือดไหลเวียนดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า ใจคอสบาย อารมณ์ดี ดวงตาหน้าตาแจ่มใส สมองปลอดโปร่ง คิดอะไรออกได้รวดเร็ว และร่างกายคล่องตัวขึ้น คนที่รักกาแฟจะมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างตามมา สามารถอยู่กับกลิ่นและถ้วยกาแฟได้ทั้งวัน บางคนบอกว่าได้เวลาดื่มกาแฟในบ้าน จิ้งจก ตุ๊กแก จะมารอที่เพดานเหนือโต๊ะกาแฟอยู่ก่อนแล้วเพราะติดกลิ่นหอมกาแฟ

          การพัฒนา รูปแบบของกาแฟได้พัฒนาออกไปมาก ถ้าเติมฟองนมเข้าไปเรียก มาชิอาเต้, เติมนมและฟองนมลงไปเรียก คาปูชิโน ถ้านมมากหน่อย ฟองนมอยู่ด้านบน เรียก คาเฟ่ลาเต้ ถ้าเติมผงช็อกโกแลต มอคคาไซรัปและนม เรียก คาเฟ่มอคคา ฯลฯ บนฟองนมยังโรยช็อกโกแลตเป็นรูปต่าง ๆ เช่น ใบเฟิน, หัวใจ, ดอกไม้ เป็นศิลปะบนหน้ากาแฟที่สะดุดตามาก ร้านมีที่นั่งเล่น ดื่มกาแฟพร้อมอ่านหนังสือและพูดคุยกับเพื่อนไปด้วยดูมีความสุขดี

          กาแฟมีสารกาเฟอีนอยู่ ผู้ที่ดื่มแล้วไม่สบายก็ควรงด ผู้ที่ดื่มอยู่ในปริมาณพอสมควรกับตัวเองที่คอกาแฟจะรู้คงไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างใด ไปดื่มกาแฟตามร้านเหมือนไปที่ศูนย์รวมข่าวแห่งหนึ่ง นอกจากใจคอจะสบายมีอารมณ์สุนทรีแล้วยังได้อะไรอีกหลาย ๆ อย่างติดตัวกลับมาอีกด้วย

 

กรรมวิธีการผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป

          กาแฟที่เหมาะสมจะนำไปทำเป็นกาแฟผงสำเร็จรูป จะเป็นกาแฟโรบัสต้า ในขณะที่กาแฟอาราบิก้า นิยมนำไปคั่วและบดเพื่อชงแบบกรองกากออก กรรมวิธีในการผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปดังแสดงในภาพโครงสร้าง สรุปได้ดังนี้ เมื่อรับสารกาแฟเข้ามาต้องนำมาทำความสะอาดเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงคัดขนาดด้วยตะแกรง นำไปแยกเก็บบรรจุในไซโล จากนั้นจึงนำสารกาแฟที่แยกขนาดแล้วไปคั่วจนสุก ลดความร้อนลง นำไปผ่านเครื่องแยกเศษหินอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำไปบด

          นำกาแฟคั่วไปต้มสกัด แล้วจึงนำไปผ่านความร้อนระเหยน้ำ ให้กลายเป็นกาแฟผง นำไปผสมให้เกิดเบลนด์ต่างๆ แล้วจึงบรรจุหีบห่อ นำไปปิดฉลากและส่งขาย ส่วนของเหลวที่ทิ้งจากหม้อต้มสกัด ต้องนำไปบำบัด โดยกำจัดเศษกาแฟที่เหลือออก ส่วนของเหลว นำไปตกตะกอน ก่อนทิ้งไป

 

ข้อมูลจาก : http://web.agri.cmu.ac.th และ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2549

ทำไมดื่มกาแฟ แล้วปวดฉี่บ่อย ?

     กาแฟจะทำให้ฉี่บ่อยครับ เพราะคาเฟอีนในกาแฟจะกระตุ้นให้ไตขับน้ำออกจากร่างกายมากกว่าที่ดื่มเข้าไป การกินกาแฟมากๆ จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจทำอันตรายต่อเซลล์ในร่างกายได้ครับ โดยเฉพาะเซลล์สมอง นอกจากนี้คาเฟอีนยังมีผลกระทบอื่นๆ กับร่างกายอีกมาก เช่น

     ไปชลอหรือยับยั้งการหลั่งสาร melatonin ประมาณ

6-9 ชั่วโมง จากต่อม pineal gland (ที่เขาว่ากันว่าเป็น

ตาที่สามของคน) สารตัวนี้มีไว้เพื่อควบคุมการนอนหลับ การแก่ชรา และความสามารถในการสืบพันธ์ ยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้ในกระบวนการเรียนรู้และจดจำในสมอง

     ว่ากันว่าคาเฟอีนเป็นสารพิษโดยธรรมชาติ ที่พืชใช้ป้องกันตัวจากศัตรู มีการทดสอบพบ ว่าเมื่อแมลงได้รับคาเฟอีนต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่ง แมลงตัวนั้นจะสูญเสียความ สามารถหรือไหวพริบในการเอาตัวรอดไป เช่น ลืมพรางตัว เป็นสาเหตุพืชสามารถกำจัด ศัตรูของมันไปได้

     ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำวันละ 5-6 แก้จะมีอัตราเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า

 

ที่มา : คุณ Tong

http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?t=970

ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ

     ใครๆ ก็บอกว่ากาแฟมีคาเฟอีน สารที่หากได้รับในปริมาณที่เกินพิกัดก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่คอกาแฟอย่าเพิ่งหมดกำลังใจเลยค่ะ เพราะมีผลวิจัยที่ เว็บไซต์ livestrong.com เขาได้นำมาเผยให้รู้ ก็น่าจะช่วยให้คนติดกาแฟได้ยิ้มแก้มแทบปริกันบ้าง 

     เพราะ 9 ข้อต่อไปนี้ จะเป็นข้อดีของกาแฟ ที่ถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม หากจำกัดครีมเทียม นม และน้ำตาลอย่างเหมาะเจาะ ก็สร้างประโยชน์ดีๆ ให้ร่างกายเราไม่เบาเลยเชียวนะ

     1. ลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่ว ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2002 เผยว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีลดลงประมาณ 25% เช่น เดียวกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วย 

     2. กาแฟช่วยลดความเครียด เชื่อว่าหลายคนแอบเห็นด้วยกับผลวิจัยนี้ เพราะเมื่อรู้สึกเครียดๆ เหนื่อยๆ ทีไร

ได้จิบกาแฟสักหน่อยก็จะรู้สึกดีขึ้นใช่ไหมคะ ซึ่งคราวนี้เราการันตีด้วยผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า คนที่ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะลดความเครียดได้ประมาณ

15 % แต่หากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียดได้ถึง 20% เลยทีเดียวจ้า

     3. ช่วยกระตุ้นความจำ ผลการวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือกล่าวว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน

จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยของอีกสถาบันหนึ่งที่บอกว่า ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หากดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้ ส่วนมหาวิทยาลัยเซาท์ฟรอริด้าก็เผยว่า คนอายุล่วงเข้าวัยกลางคน ควรดื่มกาแฟประมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF สารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ด้วยจ้า  

     4. รอดจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จากการศึกษาของภาคการเกษตรและเคมีอาหารของสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่า นักดื่มกาแฟตัวยง จะมีโอกาสรอดพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประมาณ 50% เนื่องจากคาเฟอีนมีคุณสมบัติช่วยยับยั้ง hIAPP และโพลีเปปไทด์ ตัวการก่อให้เกิดโปรตีนผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั่นเอง 

     5. ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า การดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย โดยประสิทธิภาพของคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติ และกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่ง 

     6. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่า คาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม และอาจจะทำให้น้ำหนักคุณลดลงได้ แต่ล่าสุดผลการวิจัยเมื่อปี 2006 เพิ่งจะได้ข้อสรุปว่า คาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบด มีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง และสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ 7.7 กิโลกรัมภายใน 22 สัปดาห์เลยทีเดียวจ้า 

     7. ลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน สถาบันการแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยและพบว่า คาเฟอีนในกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน โดยผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคพาคินสันได้ถึง 25% เลยนะจ๊ะ

     8. ปลุกความตื่นตัวได้ในทันที คาเฟอีนมีคุณสมบัติไม่ต่างจากสารกระตุ้นดี ๆ ชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ยืนยันด้วยการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น 

     9. ลดโอกาสเป็นโรคเกาต์ สำหรับคนที่กลัวตัวเองจะเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ดื่มกาแฟประมาณ 3-6 แก้วต่อวันอย่างต่อเนื่อง เพราะผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งหนึ่งยืนยันแล้วว่า คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกที่เกินขนาดอย่างได้ผล และคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ได้ถึง 60% เลยล่ะ

     คอกาแฟที่กลัวผลกระทบจากคาเฟอีนได้รู้อย่างนี้แล้วคงสบายใจขึ้นใช่ไหมคะ แต่อย่างไรก็ดี เพื่อสุขภาพ ก็ควรดื่มกาแฟที่มีส่วนผสมของน้ำตาล นม และครีมเทียมน้อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ และที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการด้วยนะจ๊ะ

 

อ้างอิงข้อมูล :

http://health.kapook.com/view82251.html

กาแฟกับราศี

     พูดถึงกาแฟต้องได้กลิ่นที่หอมกรุ่นรสชาติที่เข้มข้นลอยมาเตะจมูกก่อนเป็นอันดับแรก แล้วกาแฟมาเกี่ยวอะไรกับราศี เพราะการเลือกกินกาแฟนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับราศีของเราอะไรที่มัมเหมาะสมกันย่อมทำให้ชีวิตมีความสุขแน่นอน

     ชาวราศีมังกร เป็นคนนิยมในการดื่มกาแฟ ชอบสินค้าที่มียี่ห้อหรูหรา ชอบชีวิตที่เรียบแต่ไม่ง่าย กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่บลูเมาท์เท้นท์

     ชาวราศีกุม ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ชอบเปลี่ยนสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ไม่ยอมรับความคิดของใครง่ายๆ หากยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง จึงไม่มีกาแฟประจำ แต่มักจะลองไปเรื่อยๆ

     ชาวราศีมีน นิยมการเติมน้ำตาลในกาแฟ ชอบอาหารรสหวาน ชอบกาแฟที่ไม่ขมมากนัก กาแฟที่เหมาะจึงเป็นมอคค่า

     ชาวราศีเมษ ชอบการผจญภัย ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ผจญภัย กาแฟที่เหมาะได้แก่เอสเพรสโซของเคนย่า

     ชาวราศีพฤษภ ชาวราศีนี้มีความมั่นคงในจิตใจ ตั้งใจจริง ชอบความสุขุมใส่ใจสุขภาพ กาแฟของราศีนี้คือ เอสเพรสโซของกัวเตมาลา

     ชาวราศีเมถุน ไม่ชอบการอยู่กับที่ ชอบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ กาแฟที่ดื่มมักจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ แต่กาแฟที่เหมาะน่าจะเป็นกาแฟปาปัวนิวกินี

     ชาวราศีกรกฎ ชาวราศีนี้มีจิตใจอ่อนโยน อ่อนไหว มักไม่ชอบกาแฟรสเข้มข้นจึงเหมาะกับลาเต้ หรือคาปูชิโน

     ชาวราศีสิงห์ ชาวราศีนี้ชอบตามแฟชั่น มักไม่มีกาแฟประจำ เปลี่ยนแปลงตามความนิยมเสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักชอบทานคาปูชิโน ไม่ก็พวกกาแฟเย็นปั่นธรรมดาๆนี่แหละ

     ชาวราศีกันย์ ชาวราศีกันย์มักชอบอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลงนิยมของเก่า และใช้ชีวิตเรียบๆ กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่อเมริกาโน หรือเอสเพรสโซของโคลัมเบีย

     ชาวราศีตุลย์ เป็นคนที่ชอบความสมดุลย์ จะทำอะไรมักอยู่ระหว่างกึ่งกลาง กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่มอคค่า

     ชาวราศีพิจิก ชาวราศีพิจิกเป็นคนลึกลับ ชอบคิดเรื่องราวต่างๆ ภายในใจ มีจินตนาการสูง สามารถคิดเรื่องต่างๆ ได้เป็นเวลานาน ไม่ชอบแสดงออกทางความคิดให้คนอื่นได้รู้ กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่ เอสเปรสโซ

     ชาวราศีธนู ชาวราศีธนูชื่นชอบสายลมและแสงแดดเป็นที่สุด มีความคิดอิสระ กาแฟที่เหมาะได้แก่กาแฟของเทนซาเนีย

เอาล่ะคุณราศีไหนก็เลือกได้ตามใจชอบได้เลยนะแต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่บอกมาจะเปลี่ยนให้แตกต่างตามรสนิยมก็แล้วแต่ท่านค่ะ

 

อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/9553/กาแฟกับราศี/

 

© 2023 by THE BAKERY. Proudly created with Wix.com

This site was designed with the
.com
website builder. Create your website today.
Start Now